เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ต้องทำอะไรก่อน? คู่มือวางแผนก่อนจ้าง Interior Designer
21 พ.ค. 2569
เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ต้องทำอะไรก่อน? คู่มือวางแผนก่อนจ้าง Interior Designer | APN
เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ต้องทำอะไรก่อน บทความนี้อธิบายขั้นตอนวางแผนก่อนจ้าง Interior Designer การเตรียมงบ เลือกสไตล์ วางฟังก์ชัน ทำแบบ 2D/3D งาน Built-in และการเลือกบริษัทออกแบบตกแต่งภายใน
เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ต้องทำอะไรก่อน
การ เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้าน เป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะถ้าเริ่มถูกตั้งแต่แรก งานออกแบบ งาน Built-in งบประมาณ วัสดุ และการติดตั้งจะไปในทิศทางเดียวกัน แต่ถ้าเริ่มจากภาพสวยอย่างเดียว โดยยังไม่รู้ฟังก์ชัน งบประมาณ หรือขอบเขตงานที่แท้จริง บ้านอาจออกมาสวยในภาพ แต่ใช้งานจริงไม่สะดวก หรือมีงบบานปลายในภายหลัง
หลายคนเริ่มจากการหา Reference ใน Pinterest, Instagram หรือดูบ้านตัวอย่าง แล้วถามตัวเองว่าอยากได้บ้านสไตล์ไหน เช่น Modern Luxury, Warm Minimal, Modern Classic, Tropical, Modern Tropical, Coastal หรือ Mediterranean Interior แต่ในงาน ออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ที่ใช้งานจริง การเลือกสไตล์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่ต้องคิดต่อคือบ้านหลังนี้ใครอยู่ ใช้งานอย่างไร ต้องเก็บของมากแค่ไหน ทำอาหารบ่อยไหม มีเด็กหรือสัตว์เลี้ยงไหม และต้องการทำงาน Built-in มากน้อยแค่ไหน
บทความนี้จะอธิบายแบบเป็นขั้นตอนว่า ถ้าคุณกำลังวางแผน รับออกแบบตกแต่งภายในบ้าน / ออกแบบ Built-in บ้าน / ตกแต่งภายในบ้านเดี่ยว / ตกแต่งภายในคอนโด / ออกแบบตกแต่งภายใน Pool Villa ควรเริ่มจากอะไร ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง และควรวางแผนอย่างไร ก่อนคุยกับ บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน หรือ Interior Designer

1. เริ่มจากความต้องการจริงของคนอยู่ ไม่ใช่เริ่มจากภาพสวย
ขั้นแรกของการ ออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ไม่ควรเริ่มจากคำว่า “อยากได้บ้านสวยแบบนี้” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “บ้านหลังนี้ต้องใช้งานอย่างไร” เพราะบ้านที่ดีไม่ใช่บ้านที่สวยแค่ตอนถ่ายรูป แต่ต้องเป็นบ้านที่อยู่สบาย ใช้งานง่าย และตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของเจ้าของบ้าน
สิ่งที่ควรถามตัวเองก่อนเริ่มงาน เช่น บ้านนี้อยู่กี่คน ใช้พื้นที่ไหนบ่อยที่สุด ชอบทำอาหารไหม ต้องการพื้นที่เก็บของเยอะแค่ไหน มีของสะสมไหม ต้องทำงานที่บ้านหรือไม่ ต้องการห้องแต่งตัว Walk-in Closet ไหม หรืออยากให้ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่หลักของครอบครัว
การเริ่มจากพฤติกรรมการใช้งานจริง จะช่วยให้ทีม Interior Design บ้าน วางฟังก์ชันได้แม่นยำมากขึ้น เช่น ตู้ควรอยู่ตรงไหน ครัวควรมีพื้นที่เตรียมอาหารเท่าไหร่ ห้องนั่งเล่นควรจัดโซฟาแบบไหน แสงควรอยู่ตำแหน่งใด และงาน Built-in ควรออกแบบให้รองรับของใช้จริง ไม่ใช่แค่ดูสวยในแบบ 3D

2. กำหนดขอบเขตงานให้ชัด ว่าจะทำทั้งหลังหรือทำเฉพาะบางพื้นที่
ก่อนเริ่มคุยกับ บริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน ควรกำหนดขอบเขตงานให้ชัดก่อนว่า ต้องการทำพื้นที่ไหนบ้าง เพราะ Scope งานมีผลโดยตรงต่อราคา เวลาออกแบบ BOQ งาน Built-in และแผนการติดตั้ง
บางบ้านต้องการ ตกแต่งภายในบ้านเดี่ยวทั้งหลัง เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร ห้องครัว ห้องนอนใหญ่ ห้องลูก ห้องทำงาน โถงบันได และ Walk-in Closet แต่บางบ้านอาจต้องการเริ่มจากพื้นที่หลักก่อน เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องนอนใหญ่ แล้วค่อยทำพื้นที่อื่นในเฟสถัดไป
การกำหนดขอบเขตงานชัดเจนจะช่วยให้ประเมินงบได้แม่นยำขึ้น เช่น งานออกแบบเฉพาะห้องนั่งเล่นกับงานออกแบบทั้งหลังใช้งบและเวลาต่างกันมาก งาน Built-in เฉพาะผนังทีวีกับงาน Built-in ทั้งบ้านก็มีต้นทุนต่างกันอย่างชัดเจน
สำหรับ APN เรามองว่า แม้จะทำงานเป็นเฟส ก็ควรวางภาพรวมตั้งแต่ต้น เพื่อให้ Mood & Tone วัสดุ ระบบไฟ และงาน Built-in ไม่หลุดทิศทางในอนาคต

3. วางงบประมาณคร่าว ๆ ก่อนเริ่มออกแบบ
หนึ่งในคำถามสำคัญของคนที่เริ่มทำบ้านคือ ตกแต่งภายในราคาเท่าไหร่ หรือ ต้องเตรียมงบตกแต่งภายในเท่าไหร่ ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดพื้นที่ จำนวนห้อง ขอบเขตงาน วัสดุ งาน Built-in ระบบไฟ เฟอร์นิเจอร์ และระดับรายละเอียดของงาน
ก่อนเริ่มออกแบบ ควรตั้งงบประมาณคร่าว ๆ ไว้ก่อน ไม่จำเป็นต้องแม่น 100% แต่ควรมีกรอบงบ เช่น งบสำหรับค่าออกแบบ Interior งบสำหรับงาน Built-in งบสำหรับเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว งบสำหรับงานระบบไฟ ผ้าม่าน เครื่องใช้ไฟฟ้า และงบสำรองสำหรับงานเพิ่มเติม
การมีงบตั้งแต่แรกช่วยให้ Interior Designer เลือกวัสดุและออกแบบได้เหมาะสม เช่น ถ้างบจำกัด อาจเลือกทำ Built-in เฉพาะพื้นที่จำเป็นก่อน ใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวในบางจุด หรือเลือกวัสดุที่ให้ Mood ใกล้เคียงกับงานพรีเมียม แต่ดูแลง่ายและคุมงบได้ดีกว่า
ถ้าไม่มีกรอบงบเลย แบบที่ออกมาอาจสวยมาก แต่เมื่อนำไปประเมินราคาแล้วสูงเกินกว่าที่เจ้าของบ้านต้องการ ทำให้ต้องแก้แบบ ลดวัสดุ หรือตัดงานบางส่วนภายหลัง ซึ่งเสียเวลาและทำให้งานไม่ต่อเนื่อง

4. เลือก Interior Style ให้เหมาะกับบ้าน ไม่ใช่เลือกจากความชอบอย่างเดียว
การเลือก Interior Style เป็นขั้นตอนสำคัญในการ ออกแบบตกแต่งภายในบ้าน เพราะสไตล์จะกำหนดทิศทางของสี วัสดุ เฟอร์นิเจอร์ แสง งาน Built-in และรายละเอียดตกแต่งทั้งหมด
แต่การเลือกสไตล์ไม่ควรเลือกจากภาพสวยอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าสไตล์นั้นเหมาะกับพื้นที่จริง งบประมาณ สภาพอากาศ และการดูแลรักษาหรือไม่ เช่น Modern Luxury อาจเหมาะกับบ้านที่ต้องการความหรูและมีพื้นที่พอสมควร Warm Minimal เหมาะกับบ้านที่ต้องการความเรียบ อบอุ่น และดูแลง่าย ส่วน Modern Tropical เหมาะกับบ้านไทยที่ต้องการความโปร่ง สดชื่น และเชื่อมต่อธรรมชาติ
ถ้าเป็นคอนโดขนาดเล็ก การเลือกสไตล์ที่มีรายละเอียดเยอะเกินไป อาจทำให้ห้องดูแน่นและอึดอัด แต่ถ้าเป็นบ้านเดี่ยวหรือ Pool Villa อาจสามารถใช้วัสดุและองค์ประกอบได้มากขึ้น เพราะมีพื้นที่และระยะมองมากกว่า
ดังนั้นการเลือกสไตล์ควรเป็นการบาลานซ์ระหว่าง “ความชอบ” กับ “ความเหมาะสมของพื้นที่จริง” เพื่อให้บ้านออกมาสวยและอยู่ได้จริงในระยะยาว

5. เตรียม Reference ให้ถูกวิธี
Reference เป็นเครื่องมือที่ดีมากในการสื่อสารกับทีมออกแบบ แต่ต้องเข้าใจว่า Reference ไม่ใช่แบบสำเร็จรูปที่สามารถนำมาวางในบ้านจริงได้ทันที เพราะแต่ละบ้านมีขนาดพื้นที่ แสง โครงสร้าง งบ และการใช้งานไม่เหมือนกัน
ก่อนคุยกับ บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน ควรเตรียมภาพตัวอย่างที่ชอบ เช่น โทนสี วัสดุ งาน Built-in ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนอน หรือ Mood & Tone ที่อยากได้ แต่ควรแยกให้ชัดว่าชอบอะไรในภาพนั้น เช่น ชอบโทนสี ชอบแสง ชอบวัสดุไม้ ชอบผนังหิน ชอบความโปร่ง หรือชอบฟังก์ชันการจัดเก็บ
การบอกว่า “ชอบภาพนี้ทั้งหมด” อาจทำให้ตีโจทย์ยาก เพราะภาพหนึ่งภาพอาจมีหลายองค์ประกอบ เช่น แสงธรรมชาติ พื้นที่กว้าง ฝ้าสูง วัสดุแพง หรือเฟอร์นิเจอร์เฉพาะแบรนด์ ซึ่งบ้านจริงของเราอาจไม่เหมือนภาพนั้น
Reference ที่ดีจึงไม่ใช่ภาพเยอะที่สุด แต่คือภาพที่ช่วยให้ทีมออกแบบเข้าใจทิศทางของคุณชัดที่สุด

6. สำรวจพื้นที่จริงก่อนออกแบบ
ก่อนเริ่มงาน ออกแบบตกแต่งภายใน ควรมีการสำรวจพื้นที่จริง หรือ Site Survey เพราะบ้านจริงมักมีเงื่อนไขที่มองจากแปลนไม่เห็น เช่น ตำแหน่งเสา คาน ช่องแอร์ ปลั๊กไฟ ท่อน้ำ ระดับพื้น หน้าต่าง ประตู วงกบ บัวพื้น หรือผนังที่ไม่ได้ฉาก
การสำรวจหน้างานช่วยให้แบบที่ออกมาแม่นยำและผลิตได้จริง โดยเฉพาะงาน ออกแบบ Built-in บ้าน เพราะ Built-in ต้องพอดีกับพื้นที่จริง หากวัดพื้นที่ไม่ละเอียด อาจเกิดปัญหาตู้ติดบัว เปิดบานไม่ได้ ชนม่าน บังปลั๊ก หรือไม่พอดีกับช่องผนัง
สำหรับบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ การดูแปลนและภาพหน้างานปัจจุบันก็ยังช่วยให้วางแผนได้ดีขึ้น เช่น ตำแหน่งงานระบบไฟ ตำแหน่งแอร์ จุดน้ำดีน้ำทิ้ง หรือจุดที่ต้องเตรียมสำหรับงาน Built-in ในอนาคต
งานออกแบบที่ดีจึงต้องอิงจากพื้นที่จริง ไม่ใช่แค่ภาพ Reference หรือความสวยใน 3D

7. วางฟังก์ชันก่อนเลือกวัสดุ
หลายคนเริ่มจากการเลือกวัสดุ เช่น อยากได้หินลายนี้ ไม้โทนนี้ กระจกสีชา หรือไฟซ่อนแบบนี้ แต่ในงาน Interior Design บ้าน ที่ดี ควรเริ่มจากฟังก์ชันก่อน แล้วค่อยเลือกวัสดุให้เหมาะกับการใช้งาน
ตัวอย่างเช่น ห้องครัวต้องดูว่าทำอาหารหนักไหม ใช้เตาแบบไหน ต้องการพื้นที่เตรียมอาหารเท่าไหร่ ต้องมีตู้เก็บของแห้งมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงเลือกวัสดุ Top ครัว หน้าบาน และ Hardware ให้เหมาะกับการใช้งานจริง
ห้องแต่งตัวต้องดูจำนวนเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ และวิธีใช้งานของเจ้าของบ้าน ก่อนออกแบบ Walk-in Closet หรือ Built-in Wardrobe ส่วนห้องนั่งเล่นต้องดูพฤติกรรมครอบครัว เช่น ดูทีวีบ่อยไหม รับแขกไหม ต้องการพื้นที่เก็บของหรือโชว์ของมากแค่ไหน
เมื่อฟังก์ชันชัด การเลือกวัสดุจะมีเหตุผลมากขึ้น และช่วยลดปัญหาเลือกวัสดุสวยแต่ใช้งานยากในภายหลัง

8. คิดเรื่อง Built-in ตั้งแต่ต้น
งาน Built-in เป็นส่วนสำคัญมากของการ ตกแต่งภายในบ้าน เพราะช่วยให้พื้นที่ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เก็บของเป็นระบบ และทำให้บ้านมีภาพรวมที่ต่อเนื่อง แต่ Built-in ก็เป็นส่วนที่ใช้งบสูงและแก้ไขยากกว่าของตกแต่งทั่วไป
ก่อนออกแบบ Built-in ควรถามตัวเองว่า พื้นที่ไหนจำเป็นต้อง Built-in จริง พื้นที่ไหนใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวได้ และพื้นที่ไหนควรเผื่อไว้สำหรับการปรับเปลี่ยนในอนาคต
ตัวอย่างงาน Built-in ที่มักจำเป็น เช่น ตู้เสื้อผ้า ตู้รองเท้า เคาน์เตอร์ครัว ชั้นวางทีวี ตู้เก็บของ โต๊ะทำงาน ผนังหัวเตียง และ Walk-in Closet ส่วนเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวอาจใช้กับโต๊ะกลาง เก้าอี้บางตัว ชั้นวางเล็ก หรือของตกแต่งที่ต้องการความยืดหยุ่น
การคิด Built-in ตั้งแต่ต้นช่วยให้วางระบบไฟ ปลั๊ก ระยะเปิด-ปิดบาน และสัดส่วนพื้นที่ได้ถูกต้อง ไม่ต้องมาแก้หน้างานภายหลัง

9. วางระบบไฟและแสงสว่างตั้งแต่ช่วงออกแบบ
แสงเป็นองค์ประกอบที่มีผลกับงาน ออกแบบตกแต่งภายในบ้าน มากกว่าที่หลายคนคิด เพราะแสงสามารถทำให้บ้านดูแพงขึ้น อบอุ่นขึ้น โปร่งขึ้น หรือในทางกลับกัน ถ้าแสงผิด บ้านอาจดูแบน หม่น หรือใช้งานไม่สะดวก
การออกแบบแสงควรคิดเป็นชั้น เช่น ไฟหลัก ไฟซ่อน ไฟส่องผนัง ไฟเน้น Texture ไฟหัวเตียง ไฟใต้ตู้ และไฟสำหรับพื้นที่ใช้งานเฉพาะ เช่น เคาน์เตอร์ครัว โต๊ะทำงาน หรือ Walk-in Closet
ถ้าเริ่มวางไฟหลังจากออกแบบ Built-in ไปแล้ว อาจเกิดปัญหา เช่น ไฟอยู่ผิดตำแหน่ง แสงไม่พอ มีเงาบัง หรือไฟไม่สัมพันธ์กับวัสดุและเฟอร์นิเจอร์
ดังนั้นการวางระบบไฟควรทำควบคู่กับแบบ 2D/3D และงาน Built-in ตั้งแต่ต้น เพื่อให้บ้านทั้งสวยและใช้งานได้จริง

10. ทำแบบ 2D / 3D เพื่อให้เห็นภาพก่อนผลิตจริง
แบบ 2D และ 3D มีบทบาทสำคัญในงาน รับออกแบบตกแต่งภายใน เพราะช่วยให้เจ้าของบ้านเห็นภาพก่อนเริ่มผลิตและติดตั้งจริง
แบบ 2D ช่วยให้เห็นแปลน ตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ ระยะทางเดิน ตำแหน่งตู้ และการจัดพื้นที่ ส่วนภาพ 3D Perspective ช่วยให้เห็น Mood & Tone วัสดุ สี แสง และภาพรวมของบ้านว่าออกมาประมาณไหน
แต่สิ่งสำคัญคือแบบ 3D ไม่ควรเป็นแค่ภาพสวย ต้องมีเหตุผลรองรับ เช่น เฟอร์นิเจอร์วางได้จริง ระยะใช้งานถูกต้อง วัสดุมีอยู่จริง งบประมาณสัมพันธ์กับภาพที่ออกแบบ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นแบบผลิต Built-in ได้
ถ้าแบบ 3D สวยแต่ผลิตจริงไม่ได้ หรือไม่มีรายละเอียดเชิงช่าง สุดท้ายจะเกิดปัญหาในช่วงผลิตและติดตั้ง ทำให้เสียเวลาและเพิ่มต้นทุน

11. ทำ BOQ เพื่อควบคุมงบและขอบเขตงาน
หลังจากได้แนวทางการออกแบบแล้ว ควรมีการจัดทำ BOQ หรือ Bill of Quantities เพื่อแจกแจงรายการงาน วัสดุ ขนาด จำนวน หน่วย ราคา และหมายเหตุที่เกี่ยวข้อง
BOQ สำคัญมากในการ ควบคุมงบตกแต่งภายใน เพราะช่วยให้เจ้าของบ้านรู้ว่างบถูกใช้กับอะไรบ้าง เช่น งาน Built-in ราคาเท่าไหร่ วัสดุอะไร ระบบไฟรวมอะไรบ้าง งานผนัง ฝ้า พื้น หรืออุปกรณ์ฟิตติ้งรวมอยู่ในรายการไหน
ถ้าไม่มี BOQ ที่ชัดเจน เจ้าของบ้านอาจเข้าใจว่างานบางอย่างรวมอยู่ในราคาแล้ว แต่จริง ๆ อาจเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ไฟซ่อน ฟิตติ้งพิเศษ งานรื้อถอน ขนส่ง หรือวัสดุตกแต่งบางจุด
สำหรับงาน ออกแบบตกแต่งภายในครบวงจร BOQ จึงเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยลดความเข้าใจผิด ลดปัญหางบบานปลาย และทำให้ทีมออกแบบ ทีมผลิต ทีมติดตั้ง และเจ้าของบ้านเข้าใจตรงกัน

12. เลือกบริษัทออกแบบตกแต่งภายในจากความชัดเจน ไม่ใช่แค่ราคาถูก
เมื่อเริ่มหาทีมทำงาน หลายคนอาจเปรียบเทียบราคาจากหลายบริษัท ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่การเลือก บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน ไม่ควรดูแค่ราคาถูกที่สุด เพราะราคาที่ต่างกันอาจมาจาก Scope งาน วัสดุ รายละเอียด และมาตรฐานการผลิตที่ไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ควรดูคือ บริษัทเข้าใจโจทย์คุณหรือไม่ มีขั้นตอนทำงานชัดเจนไหม มีแบบ 2D/3D มี BOQ หรือไม่ อธิบายวัสดุชัดเจนไหม มีทีมผลิตและติดตั้งเองหรือประสานหลายเจ้า มาตรฐานงาน Built-in เป็นอย่างไร และมีคนดูแลหน้างานหรือไม่
บริษัทที่ดีควรช่วยให้เจ้าของบ้านเห็นภาพรวมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ทำภาพสวย แต่ต้องวางฟังก์ชัน วัสดุ ระบบไฟ งบประมาณ และการผลิตให้ทำงานร่วมกันได้จริง
งานตกแต่งภายในเป็นงานที่อยู่กับบ้านระยะยาว การเลือกทีมที่ชัดเจนและเข้าใจการใช้งานจริง จึงสำคัญกว่าการเลือกจากราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว

13. APN มองการเริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้านอย่างไร
สำหรับ APN การ เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ที่ดี ไม่ใช่การเริ่มจากการเลือกสไตล์อย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจเจ้าของบ้าน พื้นที่จริง งบประมาณ ฟังก์ชัน และเป้าหมายของบ้านหลังนั้น
เราเชื่อว่างาน Interior Design บ้าน ที่ดีต้องบาลานซ์ระหว่างความสวยและการใช้งานจริง บ้านต้องสวยในแบบที่เจ้าของบ้านใช้ชีวิตได้จริง ไม่ใช่สวยแค่ในภาพ 3D แต่เมื่ออยู่จริงแล้วเก็บของไม่พอ แสงไม่ดี ตู้ใช้งานยาก หรือวัสดุดูแลลำบาก
ในงาน รับออกแบบตกแต่งภายในครบวงจร ทีม APN จึงให้ความสำคัญกับการวางระบบตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การรับ Brief, วิเคราะห์พื้นที่, วาง Mood & Tone, ออกแบบ 2D/3D, เลือกวัสดุ, ออกแบบ Built-in, ทำ BOQ ไปจนถึงการผลิตและติดตั้ง เพื่อให้บ้านมีทิศทางที่ชัดเจนและควบคุมคุณภาพได้ตลอดกระบวนการ
หากคุณกำลังมองหา บริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน / บริษัท Interior Design / รับออกแบบ Built-in บ้าน / ออกแบบตกแต่งภายในบ้านเดี่ยว / ตกแต่งภายในคอนโด / ออกแบบตกแต่งภายใน Pool Villa การเริ่มต้นด้วยแผนที่ชัดเจน จะช่วยให้บ้านออกมาสวย ใช้งานได้จริง และลดปัญหางบบานปลายในระยะยาว
สรุป เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ต้องทำอะไรก่อน
การ เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในบ้าน ควรเริ่มจากการเข้าใจความต้องการจริงของคนอยู่ กำหนดขอบเขตงาน วางงบประมาณ เลือกสไตล์ให้เหมาะกับพื้นที่ เตรียม Reference ให้ถูกวิธี สำรวจพื้นที่จริง วางฟังก์ชัน คิดเรื่อง Built-in ระบบไฟ แบบ 2D/3D และ BOQ ก่อนเริ่มผลิตหรือติดตั้ง
สิ่งสำคัญคือไม่ควรเริ่มจากภาพสวยเพียงอย่างเดียว เพราะภาพสวยไม่ได้บอกว่างานนั้นเหมาะกับบ้านของเราหรือไม่ ใช้งบเท่าไหร่ ดูแลยากไหม หรือใช้งานจริงสะดวกหรือเปล่า
บ้านที่ดีต้องเริ่มจากการวางแผนที่ดี ตั้งแต่ฟังก์ชัน งบประมาณ วัสดุ แสง งาน Built-in และการใช้งานจริง หากเริ่มถูกตั้งแต่แรก งานตกแต่งภายในจะควบคุมได้ง่ายขึ้น ลดการแก้แบบ ลดความผิดพลาด และทำให้บ้านออกมาสวยตรงใจ ใช้งานได้จริงในทุกวัน.