จ้างทีมตกแต่งบ้านทั้งที ต้องเช็ก Scope งานอะไรให้ครบก่อนเซ็น
  1. หน้าแรก
  2. บทความ

จ้างทีมตกแต่งบ้านทั้งที ต้องเช็ก Scope งานอะไรให้ครบก่อนเซ็น

17 สิงหาคม 2569Suwit Thancharoenkulอ่าน 11 นาที

ก่อนเลือกทีม รับตกแต่งภายใน สิ่งสำคัญไม่ใช่ดูเฉพาะยอดรวมในใบเสนอราคา แต่ต้องตรวจให้ชัดว่า Scope งานครอบคลุมอะไร ตั้งแต่งานรื้อ งานระบบ ฝ้า พื้น ผนัง Built-in วัสดุ อุปกรณ์ ไปจนถึงการเก็บงานและส่งมอบ เพราะใบเสนอราคาที่ดูใกล้เคียงกันอาจรวมงานไม่เท่ากัน และกลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มระหว่างก่อสร้างได้

สำหรับบ้าน คอนโด หรือออฟฟิศที่มีงานหลายระบบ การเขียนขอบเขตงานให้ชัดตั้งแต่ต้นยังช่วยลดปัญหาว่า “งานนี้เป็นหน้าที่ของใคร” เมื่อเข้าหน้างานจริง บทความนี้สรุปจุดที่เจ้าของโครงการควรตรวจใน Scope และใบเสนอราคาก่อนเซ็น เพื่อเปรียบเทียบแต่ละทีมได้บนพื้นฐานเดียวกันมากขึ้น

Scope งานตกแต่งภายในคืออะไร และทำไมต้องอ่านให้ละเอียด?

Scope of Work คือรายการขอบเขตที่ระบุว่าทีมจะทำอะไรบ้าง ทำถึงระดับไหน ใช้วัสดุอะไร และมีรายการใดไม่รวมอยู่ในราคา หากรายละเอียดชัด เจ้าของโครงการสามารถตรวจแบบ ราคา และผลงานหน้างานกับสิ่งที่ตกลงกันไว้ได้ง่ายขึ้น

ก่อนเปรียบเทียบว่าเจ้าไหนถูกกว่า ต้องทำให้แน่ใจก่อนว่าแต่ละเจ้ากำลังเสนอ “งานชุดเดียวกัน” จริงหรือไม่

ความคลาดเคลื่อนที่พบได้บ่อย เช่น ทีมหนึ่งรวมรื้อและขนทิ้ง แต่อีกทีมไม่รวม หรือใบเสนอราคาหนึ่งรวมอุปกรณ์ Built-in แล้ว ขณะที่อีกใบคิดเฉพาะตัวตู้ ตัวเลขรวมจึงไม่ควรถูกเปรียบเทียบโดยไม่อ่านรายละเอียดประกอบ

1. เช็กให้ชัดว่ามีงานรื้อและเตรียมพื้นที่หรือไม่

สำหรับงานรีโนเวท ควรตรวจตั้งแต่ต้นว่าราคาได้รวมการรื้อของเดิมและเตรียมพื้นที่ใหม่แล้วหรือยัง เพราะก่อนติดตั้งงานใหม่อาจต้องรื้อ Built-in พื้น ฝ้า ผนัง หรืออุปกรณ์เดิมออกก่อน

รายการสิ่งที่ควรถาม
รื้อ Built-inรวมค่าแรงและขนของเดิมออกหรือไม่
รื้อพื้นรวมเก็บพื้นผิวเดิมหลังรื้อหรือไม่
รื้อฝ้า/ผนังรวมซ่อมและเก็บผิวก่อนทำใหม่หรือไม่
ขนเศษวัสดุรวมค่าขนทิ้งหรือค่าธรรมเนียมอาคารหรือไม่

งานรื้อที่ไม่ได้ระบุชัดอาจกลายเป็น Variation หรือรายการเพิ่มเติมหลังเริ่มงาน ดังนั้นควรแยกให้เห็นตั้งแต่ใบเสนอราคาแรก

2. งานพื้น ผนัง และฝ้ารวมถึงขั้นตอนเก็บผิวหรือยัง?

คำว่า “งานผนัง” หรือ “งานฝ้า” อาจหมายถึงขอบเขตต่างกันมาก บางรายการรวมเฉพาะการติดตั้งวัสดุใหม่ แต่ไม่รวมฉาบ ซ่อม ปรับระดับ หรือทาสี

ควรถามให้ครบว่า

  • มีงานปรับพื้นหรือปรับระดับหรือไม่
  • งานผนังรวมฉาบและเก็บรอยก่อนทาสีหรือไม่
  • งานฝ้ารวมโครง ฝ้า เก็บรอย และสีหรือไม่
  • บัวพื้นและคิ้วตกแต่งรวมอยู่ในราคาใด
  • พื้นที่คิดราคาจากแบบล่าสุดหรือจากตัวเลขประมาณการ

การแยกขั้นตอนเหล่านี้ช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าผิวงานที่ส่งมอบจะอยู่ในระดับใด

3. งานระบบไฟฟ้าต้องระบุจำนวนและตำแหน่งให้สัมพันธ์กับแบบ

งานไฟเป็นหนึ่งในหมวดที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ง่ายหาก Layout เปลี่ยนหรือเจ้าของโครงการเพิ่มอุปกรณ์ระหว่างทาง ก่อนเซ็นควรตรวจว่าจำนวนปลั๊ก สวิตช์ จุดไฟ และอุปกรณ์ที่รวมอยู่ในราคาอ้างอิงจาก Electrical Plan ฉบับใด

รายการระบบไฟที่ควรตรวจ

  • ปลั๊กใหม่และการย้ายตำแหน่งปลั๊กเดิม
  • สวิตช์และวงจรควบคุมไฟ
  • Downlight และไฟตกแต่ง
  • ไฟ LED ภายใน Built-in
  • Driver และจุดเปิดเซอร์วิส
  • จุดทีวี Internet และ Network ที่เกี่ยวข้อง

ควรวางระบบหลังจาก Furniture Layout ค่อนข้างชัดแล้ว เพราะตำแหน่งเตียง โต๊ะทำงาน ทีวี และตู้เป็นตัวกำหนดว่าจุดไฟควรอยู่ตรงไหน

4. งานประปาและพื้นที่เปียกต้องระบุสิ่งที่ย้ายหรือทำใหม่

หากโครงการมีครัว ห้องน้ำ หรือพื้นที่ซักล้าง ควรตรวจว่ารวมงานระบบน้ำถึงระดับใด เช่น เปลี่ยนเฉพาะอุปกรณ์ หรือมีการเดินท่อใหม่ด้วย

ขอบเขตตัวอย่าง
อุปกรณ์ก๊อก ซิงก์ สุขภัณฑ์
ระบบน้ำดีเพิ่มหรือย้ายจุดจ่ายน้ำ
ระบบน้ำทิ้งย้ายตำแหน่งหรือเชื่อมต่อใหม่
งานกันซึมทำใหม่ในพื้นที่ที่รื้อผิวเดิม

โดยเฉพาะคอนโด งานย้ายระบบบางประเภทอาจมีข้อจำกัดจาก Shaft และกฎอาคาร จึงควรตรวจหน้างานและข้อกำหนดก่อนออกแบบรายละเอียดขั้นสุดท้าย

5. Built-in ต้องดูมากกว่าคำว่า “รวมตู้”

งาน Built-in เป็นหมวดที่มีรายละเอียดจำนวนมาก และราคาสามารถต่างกันได้จากวัสดุ โครงสร้าง อุปกรณ์ และรายละเอียดภายใน แม้ว่าหน้าตาภายนอกจะคล้ายกันก็ตาม

สิ่งที่ควรระบุใน Scope ได้แก่

  • วัสดุโครงตู้
  • วัสดุหน้าบานและผิวปิด
  • วัสดุท็อปหรือหินถ้ามี
  • จำนวนลิ้นชักและชั้นภายใน
  • บานพับ ราง และอุปกรณ์ Hardware
  • มือจับหรือระบบ Push-to-open
  • ไฟภายในตู้และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
  • งานขนส่งและติดตั้ง

สำหรับผู้ที่ต้องการดูภาพรวมตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ไปจนถึงติดตั้ง สามารถศึกษารายละเอียด บริการงานบิวท์อินของ APN Corporation Interior เพิ่มเติมได้

6. เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวรวมอยู่ในงานหรือซื้อแยก?

โซฟา โต๊ะ เก้าอี้ เตียง พรม และของตกแต่งมักเป็นจุดที่เจ้าของโครงการเข้าใจต่างจากใบเสนอราคา บางโครงการมีภาพ 3 มิติแสดงเฟอร์นิเจอร์ครบ แต่ไม่ได้หมายความว่าของทุกชิ้นรวมอยู่ในราคาก่อสร้าง

ควรแยกให้ชัดว่า

  • รายการใดทีมจัดหาให้
  • รายการใดเป็นของเจ้าของซื้อเอง
  • ราคาที่เสนอเป็นราคาจริงหรือ Budget Allowance
  • ค่าขนและประกอบรวมอยู่หรือไม่

ถ้าเจ้าของซื้อเอง ควรแจ้งรุ่นและขนาดให้ทีมออกแบบก่อน เพราะเฟอร์นิเจอร์ขนาดจริงอาจกระทบ Layout และตำแหน่งระบบ

7. วัสดุต้องระบุให้เปรียบเทียบได้จริง

คำว่า “ลามิเนต”, “หิน”, “สี”, หรือ “กระเบื้อง” ยังไม่เพียงพอสำหรับเปรียบเทียบราคา หากต้องการให้ใบเสนอราคาชัด ควรระบุอย่างน้อยยี่ห้อ รุ่น กลุ่มราคา หรือคุณสมบัติสำคัญเท่าที่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น ถ้าหินหรือกระเบื้องยังไม่ได้เลือกรุ่น อาจกำหนดเป็น Allowance ต่อหน่วยเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าราคาตั้งต้นรองรับวัสดุระดับใด

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐาน สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อประกอบการเลือกใช้งานได้

8. ค่าออกแบบกับค่าก่อสร้างควรแยกให้เห็น

โครงการบางประเภทคิดค่าออกแบบแยกจากงานก่อสร้าง ขณะที่บางรูปแบบอาจรวมบางส่วนไว้ด้วย ไม่ว่าจะใช้โครงสร้างราคาแบบใด สิ่งสำคัญคือเจ้าของโครงการต้องรู้ว่าจะได้รับแบบอะไรบ้าง

เอกสารหรือแบบที่ควรถามถึง

  • Furniture Layout
  • ภาพ 3 มิติหรือ Perspective
  • แปลนพื้น ฝ้า และไฟตามขอบเขต
  • รูปด้าน Built-in
  • รายละเอียดวัสดุ
  • แบบผลิตหรือรายละเอียดสำหรับงานสำคัญ

ภาพ 3 มิติช่วยสื่อสารหน้าตา แต่ทีมก่อสร้างยังต้องใช้ Dimension และแบบรายละเอียดในการทำงานจริง

9. ใครเป็นผู้ควบคุมและประสานงานหน้างาน?

ต่อให้แบบละเอียด หากไม่มีผู้รับผิดชอบประสานแต่ละทีม ปัญหาอาจเกิดจากงานชนกัน เช่น ฝ้ากับแอร์ ไฟกับ Built-in หรือเฟอร์นิเจอร์กับตำแหน่งปลั๊ก

ควรถามก่อนเซ็นว่า

  • ใครเป็น Project Manager หรือผู้ประสานหลัก
  • ใครตอบคำถามเกี่ยวกับแบบ
  • ใครตรวจงาน Built-in ก่อนติดตั้ง
  • ใครอนุมัติการเปลี่ยนแปลงหน้างาน
  • เจ้าของโครงการต้องประสานผู้รับเหมารายย่อยเองหรือไม่

สำหรับโครงการที่ต้องการรวมการออกแบบ ก่อสร้าง Built-in และการประสานหน้างานไว้ภายใต้ทีมเดียว สามารถดูรายละเอียด งานบริหารโครงการแบบ Turnkey เพิ่มเติมได้

10. ตารางเวลาต้องระบุทั้งวันเริ่มและเงื่อนไขที่ทำให้งานเลื่อน

ระยะเวลาก่อสร้างไม่ได้ขึ้นกับจำนวนวันทำงานอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับวันอนุมัติแบบ การเลือกวัสดุ การผลิต Built-in และการส่งของ

Schedule ที่ดีควรระบุ Milestone หลัก เช่น

  1. อนุมัติแบบ
  2. อนุมัติวัสดุ
  3. เริ่มรื้อหรือเข้าหน้างาน
  4. งานระบบและงานพื้นฐาน
  5. วันเริ่มผลิต Built-in
  6. วันติดตั้ง
  7. เก็บ Defect
  8. ตรวจรับและส่งมอบ

หากเจ้าของเปลี่ยนแบบหรือเลือกวัสดุล่าช้า ก็ควรเข้าใจด้วยว่าสามารถกระทบ Schedule ส่วนใดได้บ้าง

11. งานเพิ่มเติมต้องมีขั้นตอนอนุมัติก่อนทำ

หน้างานจริงอาจมีรายการที่ต้องเพิ่มจากเดิมได้ โดยเฉพาะงานรีโนเวท แต่ควรมีระบบที่ชัดว่าก่อนทำงานเพิ่มจะต้องแจ้ง Scope ราคา และผลกระทบต่อเวลาให้เจ้าของอนุมัติก่อน

Variation ที่ดีควรเกิดจากข้อมูลใหม่หรือการเปลี่ยน Scope ที่เห็นชัด ไม่ควรเกิดจากรายการที่สามารถระบุไว้ในขอบเขตตั้งแต่ต้นแต่ไม่ได้เขียนให้ครบ

ขั้นตอนนี้ช่วยป้องกันปัญหายอดงานเพิ่มเติมสะสมจนเจ้าของไม่รู้ว่างบเพิ่มจากจุดไหนบ้าง

12. ขั้นตอนตรวจรับและแก้ Defect ต้องมีให้ชัด

การส่งมอบไม่ควรหมายถึงติดตั้งของครบแล้วจบ แต่ควรมีการเดินตรวจงานเพื่อดูรายละเอียด เช่น สี รอยต่อ หน้าบาน ลิ้นชัก ระบบไฟ และความเรียบร้อยของพื้นที่

จุดตรวจตัวอย่าง
งานสีรอยด่าง รอยแตกร้าว รอยเก็บงาน
Built-inหน้าบาน ระดับ รอยต่อ และ Hardware
งานไฟสวิตช์ ปลั๊ก โคม และไฟ Built-in
พื้นและผนังรอยเสียหายและรายละเอียดขอบ

ควรถามด้วยว่าหลังตรวจ Defect แล้ว ทีมมีขั้นตอนกลับมาแก้และตรวจซ้ำอย่างไร

ใบเสนอราคาสองเจ้า ควรเปรียบเทียบอย่างไรให้แฟร์?

วิธีที่ง่ายที่สุดคือทำตารางรายการเดียว แล้วตรวจว่าแต่ละทีมรวมอะไรบ้าง

หมวดทีม Aทีม B
รื้อและขนทิ้งตรวจว่ารวม/ไม่รวมตรวจว่ารวม/ไม่รวม
งานระบบตรวจจำนวนจุดตรวจจำนวนจุด
Built-inตรวจวัสดุและ Hardwareตรวจวัสดุและ Hardware
เฟอร์นิเจอร์ตรวจรายการตรวจรายการ
ติดตั้งตรวจค่าขนและแรงงานตรวจค่าขนและแรงงาน

เมื่อ Scope เท่ากันแล้วจึงค่อยเปรียบเทียบราคา คุณภาพวัสดุ ขั้นตอนทำงาน และผลงานของแต่ละทีม

สัญญาณอะไรบ้างที่บอกว่า Scope ยังไม่ชัด?

  • มีเพียงยอดรวมแต่แทบไม่มีรายละเอียดรายการ
  • ไม่ได้ระบุวัสดุหลัก
  • Built-in ไม่มีรายละเอียดอุปกรณ์
  • ใช้คำว่า “ตามแบบ” แต่ไม่มีเลข Revision หรือแบบแนบ
  • รายการไม่รวมมีคำกว้างจนตีความได้หลายแบบ
  • ไม่มีขั้นตอนจัดการงานเพิ่ม
  • ไม่ระบุผู้รับผิดชอบหน้างาน

ไม่ได้หมายความว่าเอกสารต้องยาวที่สุด แต่รายละเอียดสำคัญที่มีผลต่อราคาและคุณภาพควรสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

Checklist ก่อนเซ็นจ้างงานตกแต่งภายใน

  • Scope งานรื้อและเตรียมพื้นที่ชัดเจน
  • งานพื้น ผนัง ฝ้า ระบุขั้นตอนเก็บผิวแล้ว
  • งานไฟและระบบอ้างอิงแบบล่าสุด
  • Built-in ระบุวัสดุและอุปกรณ์หลักแล้ว
  • แยกเฟอร์นิเจอร์และของที่เจ้าของซื้อเองแล้ว
  • รายการวัสดุสามารถตรวจสอบหรือเปรียบเทียบได้
  • รู้ว่าจะได้รับแบบและเอกสารอะไรบ้าง
  • มีผู้รับผิดชอบประสานหน้างานชัดเจน
  • มี Schedule และ Milestone หลัก
  • มีขั้นตอนอนุมัติงานเพิ่มเติมก่อนดำเนินการ
  • มีขั้นตอนตรวจรับและแก้ Defect
  • อ่านรายการ “ไม่รวม” ทุกข้อแล้ว

สรุป ก่อนดูว่าราคาแพงหรือถูก ต้องทำให้ Scope ชัดก่อน

การเลือกทีมตกแต่งภายในควรเริ่มจากการทำความเข้าใจขอบเขตงานก่อนเปรียบเทียบราคา เพราะยอดรวมที่ต่ำกว่าอาจเกิดจากการไม่รวมงานบางหมวด ขณะที่ยอดสูงกว่าอาจรวมงานระบบ อุปกรณ์ ติดตั้ง และการจัดการหน้างานไว้แล้ว การตรวจ Scope ตั้งแต่งานรื้อ พื้น ผนัง ฝ้า ระบบ Built-in วัสดุ Schedule ไปจนถึงการส่งมอบ ช่วยให้เจ้าของโครงการคุมทั้งงบและคุณภาพได้ง่ายขึ้น

APN Corporation Interior ให้บริการออกแบบตกแต่งภายในบ้าน คอนโด ออฟฟิศ ร้านค้า โรงแรม งาน Built-in ภาพ 3 มิติ และงานก่อสร้างครบวงจรแบบ Turnkey ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปีและผลงานกว่า 120 โครงการ หากมีแปลน รูปพื้นที่ หรือ Scope ที่ต้องการ สามารถส่งข้อมูลเพื่อปรึกษา ขอแบบ 3 มิติ หรือขอใบเสนอราคาได้ที่ https://www.apnth.com หรือโทร 081-171-8084

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ก่อนจ้างตกแต่งภายในควรขอใบเสนอราคาละเอียดแค่ไหน?

ควรละเอียดพอให้รู้ขอบเขตงาน วัสดุหลัก ปริมาณหรือพื้นที่ อุปกรณ์ที่สำคัญ ค่าติดตั้ง และรายการไม่รวม เพื่อให้สามารถตรวจและเปรียบเทียบกับอีกทีมบน Scope เดียวกันได้

ภาพ 3 มิติในใบเสนอราคาหมายความว่าของทุกชิ้นรวมในราคาหรือไม่?

ไม่เสมอไป ภาพ 3 มิติใช้สื่อสารแนวทางออกแบบ แต่เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ หรือของตกแต่งบางรายการอาจไม่ได้รวมในราคาก่อสร้าง จึงควรตรวจ Furniture List และ Scope ประกอบ

ถ้ามีงานเพิ่มระหว่างก่อสร้างควรทำอย่างไร?

ควรให้ทีมแจ้งรายละเอียดงานเพิ่ม ราคา และผลกระทบต่อระยะเวลาก่อนเริ่มทำ แล้วให้เจ้าของโครงการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรหรือผ่านระบบที่ตกลงกันไว้

ทำไมต้องระบุยี่ห้อหรือวัสดุในใบเสนอราคา?

เพราะวัสดุที่เรียกชื่อประเภทเดียวกันอาจมีคุณสมบัติและราคาต่างกัน การระบุรุ่น กลุ่มสเปก หรือ Allowance ช่วยให้เปรียบเทียบราคาและตรวจสิ่งที่ติดตั้งจริงได้ง่ายขึ้น

ควรเซ็นสัญญาหลังอนุมัติแบบทั้งหมดแล้วหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงการ แต่ก่อนเริ่มก่อสร้างควรมี Layout ขอบเขตหลัก วัสดุสำคัญ และแบบที่มีผลต่อราคาในระดับที่เพียงพอ เพื่อลดรายการเปลี่ยนแปลงจำนวนมากหลังเริ่มงาน

เลือกทีมออกแบบและก่อสร้างทีมเดียวมีข้อดีอะไร?

ช่วยลดจุดส่งต่องานระหว่างผู้ออกแบบ ผู้ผลิต Built-in และทีมก่อสร้าง เพราะมีผู้รับผิดชอบประสานรายละเอียดร่วมกันมากขึ้น แต่ควรตรวจ Scope ผู้รับผิดชอบ ราคา และขั้นตอนควบคุมงานให้ชัดเช่นเดียวกัน

Related services

บริการที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

Start a project

อยากคุยเรื่องพื้นที่ของคุณต่อไหม

เล่าให้ทีมออกแบบฟังว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ เราจะช่วยประเมินแนวทางและงบเบื้องต้นให้ก่อน ฟรี