1. หน้าแรก
  2. บทความ

ตกแต่งภายในออฟฟิศ วางบิวท์อินอย่างไรไม่ให้พื้นที่อึดอัด

5 สิงหาคม 2569Suwit Thancharoenkulอ่าน 10 นาที

ตกแต่งภายในออฟฟิศ วางบิวท์อินอย่างไรไม่ให้พื้นที่อึดอัด

การวางบิวท์อินในออฟฟิศไม่ควรเริ่มจากการหาผนังว่างแล้วเติมตู้ให้เต็ม แต่ควรเริ่มจากการดูพฤติกรรมการใช้งานจริง ทางเดิน แสง พื้นที่ทำงาน และปริมาณของที่ต้องเก็บก่อน บริษัทตกแต่งภายในออฟฟิศ ที่ทำงานเป็นระบบจึงมักวาง Space Planning ให้ชัดก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจุดไหนควรมีตู้ จุดไหนควรปล่อยโล่ง และจุดไหนควรใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้

ปัญหาที่พบบ่อยของออฟฟิศขนาดเล็กและกลางคือพยายามเพิ่มพื้นที่เก็บของจนตู้ล้ำทางเดิน บดบังแสง หรือทำให้ห้องประชุมและพื้นที่ทำงานดูแคบลง ทั้งที่บางส่วนสามารถแก้ด้วยการจัดของใหม่ ลดจำนวนตู้ หรือย้ายพื้นที่เก็บของไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกว่า บทความนี้จะอธิบายหลักคิดสำหรับวางบิวท์อินให้ได้ทั้งฟังก์ชันและพื้นที่หายใจ

ทำไมบิวท์อินมากเกินไปจึงทำให้ออฟฟิศใช้งานยาก

บิวท์อินมีข้อดีเรื่องความพอดีกับพื้นที่และความเป็นระเบียบ แต่เมื่อใช้มากเกินไปจะลดความยืดหยุ่นของสำนักงาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่จำนวนคนและรูปแบบการทำงานเปลี่ยนอยู่เสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นผลต่อการใช้งาน
ตู้เต็มผนังทุกด้านห้องดูหนักและแคบลง
ตู้ลึกเกินความจำเป็นเสียพื้นที่ทางเดิน
ชั้นโชว์จำนวนมากเกิดความรกและต้องดูแลมากขึ้น
โต๊ะติดผนังถาวรปรับจำนวนที่นั่งยาก
ตู้บังช่องแสงพื้นที่ดูมืดและต้องใช้ไฟมากขึ้น

บิวท์อินที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนตู้ แต่ดูว่าทุกชิ้นช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ได้จริงหรือไม่

1. เริ่มจากนับของก่อนนับตู้

ก่อนออกแบบพื้นที่เก็บของ ควรสำรวจสิ่งที่ต้องเก็บจริง เช่น เอกสาร เครื่องเขียน อุปกรณ์ IT ของ Stock และของส่วนกลาง เพราะหากเริ่มจากการกำหนดตู้ก่อน อาจได้พื้นที่เก็บของมากเกินจำเป็น

สิ่งที่ควรสำรวจก่อน

  • แฟ้มเอกสารที่ยังจำเป็นต้องเก็บเป็นกระดาษ
  • เครื่องใช้สำนักงานที่ใช้ทุกวัน
  • อุปกรณ์ที่ใช้เป็นครั้งคราว
  • ของ Stock หรือของส่งเสริมการขาย
  • ของส่วนตัวของพนักงาน
  • อุปกรณ์ IT และสายต่าง ๆ

หลังจากนั้นจึงค่อยแบ่งว่าของชนิดใดควรอยู่ใกล้ผู้ใช้ ของใดควรย้ายไปเก็บส่วนกลาง และของใดสามารถลดหรือเปลี่ยนเป็นระบบ Digital ได้

2. แยกพื้นที่เก็บของประจำกับของที่ใช้ไม่บ่อย

ของที่ใช้ทุกวันควรอยู่ในระดับหยิบง่าย ส่วนของที่ใช้เดือนละครั้งหรือปีละไม่กี่ครั้งไม่ควรกินพื้นที่สำคัญใกล้โต๊ะทำงาน การแยกประเภทของช่วยลดความจำเป็นในการทำตู้เต็มผนังทุกจุด

ความถี่ในการใช้ตำแหน่งที่เหมาะ
ใช้ทุกวันใกล้โต๊ะหรือพื้นที่ทำงาน
ใช้ทุกสัปดาห์ตู้ส่วนกลางที่เข้าถึงง่าย
ใช้นาน ๆ ครั้งพื้นที่เก็บของด้านบนหรือ Storage Room
แทบไม่ได้ใช้พิจารณาคัดออกก่อนทำตู้เพิ่ม

3. อย่าให้ตู้กินทางเดิน

ออฟฟิศที่มีพื้นที่จำกัดมักเสียพื้นที่จากตู้ที่ลึกเกินจำเป็น ก่อนเลือกความลึกควรดูของที่จะเก็บจริง เพราะแฟ้ม กระดาษ หรืออุปกรณ์บางประเภทไม่ได้ต้องการตู้ลึกเท่าตู้เสื้อผ้า

เมื่อทำตู้ตามขนาดของจริง จะช่วยรักษาทางเดินให้กว้างขึ้นและทำให้พื้นที่ดูโปร่งกว่าเดิม

4. ใช้พื้นที่แนวตั้งให้คุ้ม แต่ไม่จำเป็นต้องเต็มถึงฝ้าทุกจุด

ตู้สูงช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของโดยไม่กินพื้นที่พื้นมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องทำเต็มความสูงทุกผนัง เพราะตู้สูงจำนวนมากจะทำให้สายตารู้สึกว่าห้องถูกล้อม

วิธีที่สมดุลกว่าคือเลือกทำตู้สูงเฉพาะจุด เช่น ผนัง Storage กลาง หรือด้านหลัง Reception แล้วปล่อยผนังบางส่วนโล่งเพื่อให้เกิดจังหวะของพื้นที่

5. เลือกผนังสำหรับตู้ ไม่ใช่ใช้ทุกผนัง

หากห้องมีผนังสี่ด้าน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสี่ด้านต้องมีบิวท์อิน ควรเลือกผนังที่ไม่กระทบทางเดิน แสงธรรมชาติ และการจัดเฟอร์นิเจอร์ในอนาคต

ผนังที่มักเหมาะกับตู้

  • ผนังทึบที่ไม่มีหน้าต่าง
  • ผนังปลายทางเดิน
  • ผนังหลังพื้นที่ Reception
  • ผนังใน Pantry
  • ผนังที่มีของส่วนกลางจำนวนมากอยู่แล้ว

ส่วนผนังใกล้หน้าต่างหรือผนังที่ใช้จัด Workstation ควรระวังไม่ให้ตู้ไปลดความยืดหยุ่นของพื้นที่

6. แสงธรรมชาติควรมาก่อนพื้นที่เก็บของบางส่วน

การวางตู้สูงติดหน้าต่างหรือขวางแนวแสงอาจทำให้พื้นที่มืดลงอย่างเห็นได้ชัด ในออฟฟิศที่มีหน้าต่างจำกัด ควรใช้พื้นที่รอบช่องแสงอย่างระมัดระวัง

หากจำเป็นต้องมี Storage ใกล้หน้าต่าง อาจเลือกตู้เตี้ยแทนตู้สูง เพื่อยังคงให้แสงเข้าลึกถึงพื้นที่ทำงาน

7. Reception ควรเด่น แต่ไม่ต้องใหญ่เกินการใช้งานจริง

Reception เป็นพื้นที่แรกที่ผู้มาติดต่อเห็น แต่เคาน์เตอร์ขนาดใหญ่ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นเสมอไป หากพื้นที่สำนักงานไม่มาก เคาน์เตอร์ที่กินพื้นที่เกินจำเป็นจะลดพื้นที่ Waiting และทางเดิน

ควรเริ่มจากจำนวนผู้ใช้งานจริง จุดวางคอมพิวเตอร์ เอกสาร และอุปกรณ์ แล้วออกแบบขนาดให้พอดี

8. Pantry ควรเน้นฟังก์ชันก่อนชั้นโชว์

Pantry เป็นพื้นที่ที่มักถูกเติมด้วยชั้นเปิดเพื่อให้ดูสวย แต่ชั้นจำนวนมากอาจกลายเป็นจุดวางของแบบไม่เป็นระเบียบ หากพนักงานใช้งานพื้นที่นี้ทุกวัน ควรให้พื้นที่กับตู้ปิดและเคาน์เตอร์ที่ดูแลรักษาง่ายมากกว่า

ควรให้ความสำคัญควรทำเท่าที่จำเป็น
ตู้เก็บแก้วและจานชั้นโชว์
พื้นที่เครื่องชงกาแฟของตกแต่ง
พื้นที่ทิ้งขยะไฟตกแต่งหลายชั้น
จุดน้ำและปลั๊กวัสดุหลายชนิดเกินไป

9. ห้องประชุมควรหลีกเลี่ยงตู้ที่ทำให้ห้องแคบลง

ห้องประชุมต้องมีระยะสำหรับดึงเก้าอี้ ลุกนั่ง และเดินรอบโต๊ะ หากใส่ตู้ทั้งสองด้านอาจทำให้ระยะใช้งานลดลงโดยไม่รู้ตัว

หากต้องการพื้นที่เก็บของ ควรเลือกทำตู้เพียงด้านเดียว หรือรวม Storage ไว้กับผนังจอแทนการกระจายตู้รอบห้อง

10. Workstation ไม่ควรถูกบิวท์อินล็อก Layout มากเกินไป

พื้นที่โต๊ะทำงานคือส่วนที่มีโอกาสเปลี่ยนตามจำนวนพนักงานมากที่สุด การทำโต๊ะติดผนังหรือติดพื้นทุกชุดจึงอาจลดความยืดหยุ่นโดยไม่จำเป็น

Workstation แบบ Modular ช่วยให้ปรับจำนวนโต๊ะและรูปแบบการจัดทีมได้ง่ายกว่า โดยยังสามารถทำตู้ส่วนกลางเป็นบิวท์อินเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ

11. ห้องผู้บริหารไม่จำเป็นต้องใช้บิวท์อินเต็มผนัง

พื้นที่ผู้บริหารมักถูกตีความว่าต้องมีผนังตกแต่งและตู้เต็มพื้นที่ แต่หากไม่มีเอกสารหรือของต้องเก็บมาก การทำเพียงตู้หลักหนึ่งด้านและปล่อยผนังอื่นโล่งอาจดูสงบและใช้งานง่ายกว่า

เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เช่น โต๊ะทำงานและชุดรับแขก ยังช่วยให้สามารถปรับบรรยากาศห้องได้ในอนาคต

12. ชั้นเปิดควรใช้เป็น Accent ไม่ใช่พื้นที่เก็บของหลัก

ชั้นเปิดเหมาะกับหนังสือ รางวัล หรือสินค้าที่ต้องการจัดแสดง แต่ไม่ควรใช้แทนตู้เก็บของทั้งหมด เพราะสิ่งของที่ใช้จริงในออฟฟิศมักมีรูปทรงและสีหลากหลาย เมื่อวางบนชั้นเปิดจำนวนมากจะทำให้ภาพรวมดูยุ่ง

ชั้นเปิดควรมีหน้าที่ “โชว์” ส่วนของที่ไม่ต้องการเห็นควรอยู่หลังหน้าบาน

13. สีและวัสดุมีผลต่อความรู้สึกแน่นของพื้นที่

แม้ขนาดตู้จะเท่ากัน แต่สีเข้มและลวดลายหนักสามารถทำให้ตู้ดูใหญ่ขึ้นทางสายตา หากสำนักงานมีพื้นที่จำกัด การใช้สีอ่อนหรือไม้โทนอ่อนในตู้ขนาดใหญ่จะช่วยให้ภาพรวมดูเบากว่า

ส่วนสีเข้มหรือวัสดุที่มี Texture ชัดสามารถใช้เฉพาะจุดเพื่อสร้างจุดเด่นแทนการใช้กับตู้ทั้งหมด

14. หน้าบานเรียบช่วยลด Visual Noise

ในพื้นที่ที่มีตู้จำนวนมาก การแบ่งหน้าบานเป็นช่องเล็กหลายช่องจะเพิ่มเส้นสายทางสายตาและทำให้ผนังดูยุ่งขึ้น การใช้หน้าบานขนาดเหมาะสมและจัดแนวให้ต่อเนื่องช่วยให้ตู้ดูกลืนกับผนังมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ขนาดหน้าบานยังต้องสัมพันธ์กับวัสดุ ฟิตติ้ง และน้ำหนัก ไม่ควรขยายบานเพียงเพื่อให้ดูเรียบโดยไม่คำนึงถึงการใช้งานจริง

15. ควรเผื่อพื้นที่ว่างสำหรับการเติบโตของออฟฟิศ

หากทุกพื้นที่ถูกใช้จนเต็มตั้งแต่วันแรก เมื่อเพิ่มพนักงานหรืออุปกรณ์ใหม่จะไม่มีพื้นที่ให้ปรับ การมีพื้นที่ว่างบางส่วนจึงไม่ใช่การใช้พื้นที่ไม่คุ้ม แต่เป็นความยืดหยุ่นสำหรับอนาคต

พื้นที่แนวทาง
Workstationเผื่อพื้นที่เพิ่มโต๊ะ
Storageใช้ชั้นปรับได้แทนช่องตายตัว
Meeting Roomเลือกโต๊ะที่เคลื่อนย้ายได้
Lockerออกแบบให้สามารถเพิ่มโมดูลได้

16. ก่อนอนุมัติแบบ ควรดูพื้นที่ว่างพอ ๆ กับดูตู้

เวลารีวิวภาพ 3 มิติ เจ้าของโครงการมักดูว่างานตู้สวยหรือไม่ แต่ควรดูพื้นที่ว่างควบคู่กันด้วย เช่น ระยะทางเดิน ช่องแสง พื้นที่รอบโต๊ะ และผนังที่ปล่อยโล่ง

คำถามที่ควรถามตอนดูแบบ

  • ตู้ชุดนี้แก้ปัญหาอะไร
  • ของที่จะเก็บมีจำนวนเท่าไร
  • ถ้าตัดตู้ชุดนี้ออก พื้นที่จะใช้งานแย่ลงหรือไม่
  • ทางเดินยังสะดวกหรือไม่
  • แสงธรรมชาติยังเข้าถึงพื้นที่ทำงานหรือไม่
  • หากจำนวนพนักงานเพิ่ม จะมีพื้นที่ปรับหรือไม่

เช็กลิสต์ก่อนทำบิวท์อินในออฟฟิศ

  1. สำรวจของที่ต้องเก็บจริงแล้ว
  2. แยกของใช้ประจำกับของที่ใช้ไม่บ่อยแล้ว
  3. เลือกเฉพาะผนังที่เหมาะกับตู้
  4. ตรวจว่าตู้ไม่บังหน้าต่างและแสง
  5. รักษาระยะทางเดินให้เหมาะกับการใช้งาน
  6. ไม่ทำ Workstation ติดตายเกินความจำเป็น
  7. ลดชั้นเปิดที่ไม่มีของจัดแสดงจริง
  8. เลือกความลึกตู้จากขนาดของที่จะเก็บ
  9. ออกแบบชั้นภายในให้ปรับได้
  10. เผื่อพื้นที่สำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

หากต้องการดูตัวอย่างการจัดพื้นที่สำนักงานและการวางงานบิวท์อินในพื้นที่จริง สามารถดูได้จาก ผลงานของ APN Corporation Interior และศึกษาภาพรวมของ งานออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศ เพิ่มเติมได้

สรุป: ออฟฟิศที่ดีไม่จำเป็นต้องมีบิวท์อินเต็มทุกผนัง

การทำงานร่วมกับ บริษัทตกแต่งภายในออฟฟิศ ควรให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างพื้นที่เก็บของและพื้นที่ว่าง บิวท์อินเหมาะกับจุดที่ต้องใช้ขนาดเฉพาะ มีงานระบบ หรือมีฟังก์ชันค่อนข้างถาวร ส่วนพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนพนักงานและการเปลี่ยน Layout ควรรักษาความยืดหยุ่นไว้ การเลือกทำเฉพาะจุดที่จำเป็นช่วยให้ออฟฟิศดูโปร่ง ใช้งานง่าย และพร้อมปรับตามการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

หากต้องการวางแผนพื้นที่หรือดูตัวอย่างงานสำนักงานเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.apnth.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 081-171-8084

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ออฟฟิศเล็กควรทำตู้สูงถึงฝ้าหรือไม่

ทำได้เฉพาะบางจุด หากต้องการเพิ่มพื้นที่เก็บของ แต่ไม่ควรทำเต็มทุกผนัง เพราะจะทำให้พื้นที่ดูแน่น ควรเลือกผนังทึบที่ไม่บังแสงและไม่กระทบทางเดิน

ตู้เอกสารควรลึกเท่าไร

ควรกำหนดจากขนาดแฟ้มและของที่จะเก็บจริง ไม่ควรใช้ความลึกมาตรฐานของตู้ประเภทอื่นโดยอัตโนมัติ เพราะตู้ที่ลึกเกินไปจะกินพื้นที่โดยไม่เพิ่มประโยชน์มากนัก

ชั้นเปิดเหมาะกับออฟฟิศหรือไม่

เหมาะสำหรับหนังสือ รางวัล หรือสินค้าที่ต้องการจัดแสดง แต่ของใช้งานทั่วไปควรเก็บในตู้ปิดเพื่อให้พื้นที่ดูเป็นระเบียบและลดฝุ่น

โต๊ะทำงานควรเป็นบิวท์อินหรือเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว

พื้นที่ทำงานของพนักงานส่วนใหญ่เหมาะกับโต๊ะแบบ Modular หรือลอยตัวมากกว่า เพราะสามารถเปลี่ยน Layout ได้ง่ายเมื่อจำนวนคนหรือทีมเปลี่ยน

ตู้สีเข้มทำให้ออฟฟิศดูเล็กลงหรือไม่

มีโอกาสทำให้พื้นที่รู้สึกหนักขึ้น โดยเฉพาะตู้ขนาดใหญ่ หากพื้นที่ไม่มากควรใช้สีเข้มเป็น Accent และใช้สีอ่อนหรือไม้โทนอ่อนกับพื้นที่ตู้หลัก

ควรเผื่อ Storage มากแค่ไหน

ควรเริ่มจากปริมาณของจริงและแนวโน้มการใช้งานในอนาคต ไม่ควรเผื่อจนมากเกินความจำเป็น หากของมีแนวโน้มเปลี่ยน ควรใช้ชั้นปรับระดับหรือระบบ Modular แทนช่องตายตัว

Related services

บริการที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

Start a project

อยากคุยเรื่องพื้นที่ของคุณต่อไหม

เล่าให้ทีมออกแบบฟังว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ เราจะช่วยประเมินแนวทางและงบเบื้องต้นให้ก่อน ฟรี