ออฟฟิศเสียงก้องแก้อย่างไร เมื่อบิวท์อินมีผลต่อเสียงมากกว่าที่คิด
  1. หน้าแรก
  2. บทความ

ออฟฟิศเสียงก้องแก้อย่างไร เมื่อบิวท์อินมีผลต่อเสียงมากกว่าที่คิด

13 สิงหาคม 2569Suwit Thancharoenkulอ่าน 13 นาที

ออฟฟิศที่ดูสวยและเปิดโล่งอาจใช้งานไม่สบาย หากเสียงสนทนา โทรศัพท์ และการประชุมสะท้อนกระจายไปทั่วพื้นที่ การวางบิวท์อินอย่างตู้เก็บของ ชั้นหนังสือ ผนังกรุ หรือม้านั่งจึงมีผลต่อสภาพเสียงภายในห้องมากกว่าที่เห็นจากภาพ 3 มิติ การทำงานร่วมกับ บริษัทตกแต่งภายในออฟฟิศ ควรพิจารณาเรื่องเสียงตั้งแต่การวาง Layout และเลือกวัสดุ ไม่ใช่รอให้เข้าใช้งานแล้วจึงค่อยเพิ่มแผ่นซับเสียงภายหลัง

อย่างไรก็ตาม บิวท์อินไม่ใช่อุปกรณ์ Acoustic โดยอัตโนมัติ ตู้ไม้ผิวแข็งหรือผนังเรียบขนาดใหญ่ยังสามารถสะท้อนเสียงได้ สิ่งสำคัญคือการจัดสัดส่วนระหว่างพื้นผิวแข็ง พื้นผิวดูดซับเสียง การกระจายเสียง และการแบ่งพื้นที่ตามกิจกรรม เพื่อให้ออฟฟิศมีทั้งความสวย ความเป็นระเบียบ และความสบายในการใช้งานจริง

ทำไมออฟฟิศบางแห่งถึงรู้สึกเสียงดังทั้งที่คนไม่ได้เยอะ

ความรู้สึกว่าออฟฟิศเสียงดังไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับขนาดห้อง รูปทรงพื้นที่ ระยะระหว่างกิจกรรม และวัสดุที่อยู่รอบตัวด้วย พื้นกระเบื้อง กระจก ฝ้าเรียบ ผนังปูน และหน้าตู้ผิวแข็งสามารถสะท้อนเสียงกลับเข้าสู่พื้นที่ได้

เมื่อมีพื้นผิวสะท้อนเสียงจำนวนมาก เสียงพูดหนึ่งครั้งอาจไม่ได้หยุดที่ผู้ฟังโดยตรง แต่สะท้อนจากพื้น ผนัง และฝ้า ทำให้เสียงคงอยู่ในพื้นที่นานขึ้นและรบกวนคนที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาด้วย

ออฟฟิศที่เงียบสบายไม่ได้หมายถึงต้องไม่มีเสียง แต่ต้องควบคุมไม่ให้เสียงที่จำเป็นกระจายไปไกลกว่าพื้นที่ของมัน

1. ก่อนแก้เสียงก้อง ต้องรู้ก่อนว่าเสียงมาจากกิจกรรมไหน

ไม่ควรเริ่มแก้ปัญหาด้วยการติดวัสดุซับเสียงทันที ควรสำรวจก่อนว่าเสียงหลักมาจากไหน เพราะวิธีแก้เสียงจากการประชุมแตกต่างจากเสียงโทรศัพท์ เครื่องพิมพ์ หรือการเดินผ่านพื้นที่

กิจกรรมที่ควรทำแผนที่เสียง

  • พื้นที่ Workstation ที่มีการพูดคุยตลอดวัน
  • โต๊ะ Sales หรือ Customer Service ที่ใช้โทรศัพท์บ่อย
  • ห้องประชุมและพื้นที่ประชุมย่อย
  • Pantry และพื้นที่รับประทานอาหาร
  • เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร และอุปกรณ์สำนักงาน
  • พื้นที่ Collaboration หรือ Brainstorm
  • ทางเดินที่มีคนสัญจรจำนวนมาก

เมื่อรู้แหล่งกำเนิดเสียงแล้วจึงสามารถตัดสินใจได้ว่าควรแยกพื้นที่ เพิ่มระยะ ใช้บิวท์อินเป็น Buffer หรือเพิ่มวัสดุที่มีคุณสมบัติช่วยควบคุมเสียงตรงจุดใด

2. ตู้เก็บของสามารถทำหน้าที่เป็น Buffer ระหว่างพื้นที่ได้

ตู้บิวท์อินขนาดใหญ่สามารถช่วยสร้างขอบเขตทางกายภาพระหว่างกิจกรรมได้ เช่น วางตู้เก็บเอกสารระหว่าง Workstation กับทางเดิน หรือใช้ Storage Wall คั่นระหว่างพื้นที่ทำงานกับ Pantry

ข้อดีคือได้ทั้งพื้นที่เก็บของและการแบ่งโซน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างผนังทึบเต็มความสูงทุกตำแหน่ง แต่ผลด้านเสียงขึ้นอยู่กับโครงสร้างตู้ ตำแหน่ง ความสูง ช่องเปิด และรายละเอียดรอบตู้ด้วย จึงไม่ควรถือว่าตู้ธรรมดาสามารถทดแทนผนังกันเสียงได้ทั้งหมด

องค์ประกอบช่วยอะไรข้อจำกัด
ตู้เตี้ยแบ่งพื้นที่และลดการมองเห็นโดยตรงเสียงยังข้ามด้านบนได้ง่าย
ตู้สูงสร้างขอบเขตระหว่างกิจกรรมได้ชัดกว่าต้องตรวจแสง ลม และระบบอาคาร
ชั้นหนังสือสร้างพื้นผิวที่ไม่เรียบและเพิ่ม Storageประสิทธิภาพขึ้นกับของที่วางและโครงสร้าง
ผนังกรุบิวท์อินสามารถรวมงานตกแต่งกับวัสดุ Acoustic ได้ต้องออกแบบวัสดุภายในตั้งแต่ต้น

3. ตู้ผิวเรียบขนาดใหญ่ไม่ได้ช่วยซับเสียงเสมอไป

การมีบิวท์อินจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าห้องจะเสียงก้องน้อยลง หากตู้ทั้งหมดใช้หน้าบานเรียบแข็ง พื้นผิวเหล่านั้นยังสามารถสะท้อนเสียงได้คล้ายกับผนังแข็งทั่วไป

โดยเฉพาะ Storage Wall ขนาดใหญ่ที่วางตรงข้ามกระจกหรือผนังแข็งอีกด้าน อาจทำให้เกิดพื้นที่ที่มีพื้นผิวสะท้อนเสียงหันเข้าหากัน จึงควรพิจารณาวัสดุอื่นในห้องร่วมด้วย ไม่ใช่ดูเฉพาะจำนวนตู้

4. ชั้นเปิดช่วยแตกพื้นผิว แต่ไม่ใช่แผ่นซับเสียงโดยตรง

ชั้นหนังสือหรือชั้นโชว์ที่มีความลึกและมีวัตถุหลายรูปทรงทำให้พื้นผิวไม่เรียบเท่าหน้าบานตู้เต็มผนัง จึงสามารถช่วยให้การสะท้อนเสียงมีความซับซ้อนขึ้นได้ แต่ไม่ควรเหมารวมว่าชั้นเปิดทุกแบบมีประสิทธิภาพเท่ากับวัสดุ Acoustic ที่ผ่านการออกแบบเฉพาะ

หากเป้าหมายหลักคือแก้ปัญหาเสียง ควรใช้ชั้นเปิดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการออกแบบ และพิจารณาวัสดุดูดซับเสียงที่มีข้อมูลประสิทธิภาพประกอบด้วย

5. ผนังกรุสามารถซ่อนวัสดุ Acoustic ให้กลืนกับ Interior ได้

วิธีหนึ่งที่ช่วยรักษาภาพลักษณ์ออฟฟิศคือออกแบบผนังกรุให้มีวัสดุควบคุมเสียงเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เช่น ผิวผ้า แผ่น Acoustic หรือวัสดุเจาะรูที่ออกแบบร่วมกับชั้นรองด้านหลัง

แนวทางนี้ทำให้ผนังไม่จำเป็นต้องดูเหมือนอุปกรณ์สตูดิโอ แต่ยังสามารถเลือกสี Texture และจังหวะให้สัมพันธ์กับ Corporate Identity ของบริษัทได้

ในขั้นนี้ บริษัทตกแต่งภายในออฟฟิศ ควรประสาน Specification ของวัสดุกับรูปด้าน รายละเอียดรอยต่อ ปลั๊ก สวิตช์ และงานระบบตั้งแต่ก่อนผลิต เพื่อไม่ให้วัสดุ Acoustic ถูกตัดหรือปิดทับจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

6. ห้องประชุมควรคิดเรื่องเสียงตั้งแต่ผนัง ประตู และเฟอร์นิเจอร์

ห้องประชุมไม่ได้มีเพียงปัญหาเสียงก้องภายใน แต่ยังมีเรื่องเสียงจากห้องประชุมรบกวนพื้นที่ภายนอก และเสียงภายนอกเข้ามารบกวนการประชุมด้วย

การใส่ผนังกรุสวยเพียงด้านเดียวจึงไม่เพียงพอ หากช่องประตู รอยต่อผนัง ฝ้า หรือระบบปรับอากาศยังส่งผ่านเสียงได้มาก การออกแบบควรมองทั้งระบบของห้อง

จุดที่ควรพิจารณาร่วมกัน

  • ผนังและวัสดุภายในห้อง
  • ประตูและรอยต่อรอบวงกบ
  • ฝ้าและช่องเหนือฝ้า
  • พื้นและวัสดุปูพื้น
  • ระบบปรับอากาศและช่องลม
  • โต๊ะ เก้าอี้ และผ้าม่าน
  • ระบบประชุมออนไลน์ ลำโพง และไมโครโฟน

7. Phone Booth และ Focus Booth ต้องออกแบบมากกว่าการทำกล่อง

พื้นที่สำหรับโทรศัพท์หรือทำงานที่ต้องการสมาธิได้รับความนิยมในออฟฟิศแบบ Open Plan แต่การทำกล่องขนาดเล็กแล้วปิดประตูไม่ได้แปลว่าจะใช้งานสบายเสมอไป

ต้องพิจารณาทั้งการควบคุมเสียง การระบายอากาศ ความร้อน แสง ปลั๊ก และพื้นที่ใช้งานภายใน หากลดช่องลมเพื่อปิดเสียงมากเกินไป พื้นที่อาจร้อนหรืออับ ขณะที่หากเปิดช่องมากเกินไป เสียงก็อาจรั่วออกสู่พื้นที่ทำงานได้

8. ตู้เก็บเอกสารสามารถช่วยแบ่ง Quiet Zone กับ Collaboration Zone

แทนที่จะให้โต๊ะทำงานเงียบอยู่ติดกับพื้นที่ประชุมย่อยโดยตรง สามารถใช้ตู้เก็บของ พื้นที่ Print Station หรือ Storage Core เป็น Buffer ระหว่างสองกิจกรรมได้

แนวคิดนี้ช่วยใช้พื้นที่เดียวตอบโจทย์หลายอย่างและทำให้การแบ่งโซนไม่ต้องพึ่งผนังทึบทั้งหมด เหมาะกับสำนักงานที่ต้องการความยืดหยุ่นของ Layout

วิธีควบคุมเสียงที่คุ้มที่สุดบางครั้งไม่ใช่เพิ่มวัสดุ แต่คือวางกิจกรรมที่เสียงดังให้อยู่ห่างจากกิจกรรมที่ต้องการสมาธิตั้งแต่แรก

9. Pantry ไม่ควรอยู่ชิด Workstation ที่ต้องใช้สมาธิสูง

Pantry มีทั้งเสียงพูดคุย เครื่องชงกาแฟ จานชาม และการเดินเข้าออก หากวางติดกับทีมที่ต้องประชุมออนไลน์หรือทำงานวิเคราะห์ตลอดวัน อาจทำให้เกิดการรบกวนต่อเนื่อง

หากข้อจำกัดพื้นที่ทำให้ต้องอยู่ใกล้กัน สามารถใช้ Storage Wall ตู้สูง หรือพื้นที่บริการอื่นเป็นชั้น Buffer ก่อนถึง Workstation พร้อมเลือกวัสดุที่เหมาะกับสภาพเสียงของพื้นที่

10. Print Station ควรรวมอุปกรณ์ไว้เป็นจุดมากกว่ากระจายทั่วออฟฟิศ

เครื่องพิมพ์ เครื่องทำลายเอกสาร และอุปกรณ์สำนักงานสร้างทั้งเสียงและการสัญจร หากวางกระจายอยู่ข้างโต๊ะหลายตำแหน่ง คนทำงานจะได้รับการรบกวนบ่อยขึ้น

การรวมเป็น Print Station พร้อมตู้เก็บกระดาษและอุปกรณ์ช่วยให้จัดการทั้ง Storage และเสียงได้ง่ายกว่า และยังลดความรกของสายไฟในพื้นที่ทำงานหลักด้วย

11. กระจกจำนวนมากควร Balance ด้วยวัสดุอื่น

กระจกช่วยให้สำนักงานโปร่งและรับแสงได้ดี แต่เป็นพื้นผิวแข็งที่สะท้อนเสียง หากพื้นที่มีทั้งกระจก พื้นแข็ง ฝ้าเรียบ และตู้หน้าบานเรียบจำนวนมาก ควรเพิ่มพื้นผิวอื่นเพื่อสร้าง Balance

อาจใช้ม่าน พรม เฟอร์นิเจอร์หุ้มผ้า ผนัง Acoustic หรือฝ้าที่เหมาะสมร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างด้วยองค์ประกอบชนิดเดียว

12. พรมช่วยเรื่องเสียง แต่ต้องคิดร่วมกับการดูแลรักษา

วัสดุปูพื้นแบบนุ่มช่วยลดเสียงจากการเดินและลดพื้นผิวสะท้อนเสียง แต่พื้นที่สำนักงานแต่ละประเภทมีเรื่องการทำความสะอาด ความทนทาน และการเปลี่ยนซ่อมต่างกัน

บางโครงการอาจเลือก Carpet Tile ใน Workstation แล้วใช้พื้นแข็งใน Pantry หรือทางสัญจรหลัก เพื่อแยกวัสดุตามลักษณะการใช้งาน

13. ฝ้าเป็นพื้นที่ใหญ่ที่ไม่ควรถูกมองข้าม

ใน Open Office พื้นที่ฝ้ามีขนาดใหญ่มาก หากพื้นและเฟอร์นิเจอร์มีข้อจำกัดด้านวัสดุ การพิจารณาฝ้าหรือ Acoustic Element เหนือพื้นที่ทำงานสามารถช่วยจัดการเสียงได้โดยไม่กินพื้นที่ใช้งานบนพื้น

อย่างไรก็ตาม ต้องประสานกับ Sprinkler, Smoke Detector, ไฟ, ลำโพง และระบบปรับอากาศอย่างถูกต้อง ไม่ควรติดองค์ประกอบเพิ่มโดยไม่ตรวจงานระบบเหนือศีรษะ

14. เฟอร์นิเจอร์หุ้มผ้าช่วยสร้างพื้นที่นั่งคุยที่นุ่มขึ้น

Sofa, Booth Seating และเก้าอี้หุ้มผ้าไม่เพียงสร้างความสบาย แต่ยังเพิ่มพื้นผิวที่แตกต่างจากกระจก ไม้ และหินในสำนักงานได้

พื้นที่ Collaboration ที่ใช้เบาะและ Backrest สูงสามารถสร้างขอบเขตของวงสนทนาได้ดีกว่าโต๊ะลอยกลาง Open Space โดยเฉพาะเมื่อวางตำแหน่งไม่ตรงกับ Workstation ที่ต้องการสมาธิ

15. High-back Seating ไม่ใช่ห้องประชุมปิด

เบาะพนักสูงช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวทางสายตาและช่วยจำกัดการกระจายของเสียงบางส่วน แต่ยังมีช่องเปิดด้านบนและด้านข้าง จึงไม่ควรใช้แทนห้องประชุมเมื่อเนื้อหาการสนทนาต้องการความเป็นส่วนตัวสูง

พื้นที่เหมาะกับระดับความเป็นส่วนตัว
Open Collaborationคุยงานสั้น ๆ และ Brainstormต่ำ
High-back Boothประชุมกลุ่มเล็กแบบไม่เป็นทางการปานกลาง
Phone Boothโทรศัพท์หรือประชุมคนเดียวสูงขึ้นเมื่อออกแบบระบบครบ
ห้องประชุมปิดประชุมที่ต้องการควบคุมเสียงและความลับสูงกว่าเมื่อผนังและระบบถูกออกแบบเหมาะสม

16. ไม่ควรแก้เสียงด้วยการใส่แผ่น Acoustic แบบสุ่มตำแหน่ง

การติดวัสดุซับเสียงเฉพาะจุดโดยไม่เข้าใจปัญหาอาจทำให้เสียทั้งงบและภาพลักษณ์ แต่ผลลัพธ์ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ เช่น ปัญหาจริงอาจเป็นเสียงรั่วจากประตู ไม่ใช่เสียงสะท้อนจากผนัง

ควรแยกให้ชัดก่อนว่าต้องการลดเสียงก้องภายในพื้นที่ ลดเสียงส่งผ่านระหว่างห้อง หรือสร้างความเป็นส่วนตัวในการสนทนา เพราะแต่ละโจทย์ใช้วิธีแก้ต่างกัน

17. Acoustic กับ Soundproof ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

คำว่า Acoustic Treatment มักใช้กับการควบคุมเสียงภายในพื้นที่ เช่น ลดเสียงสะท้อน ส่วนการลดเสียงส่งผ่านจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างผนัง ประตู รอยต่อ และระบบประกอบอื่น ๆ มากกว่า

ดังนั้นหากห้องประชุมได้ยินเสียงออกไปด้านนอก การเพิ่มผิวดูดซับเสียงภายในอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

18. วัสดุ Acoustic ควรดูค่าประสิทธิภาพ ไม่ใช่ดูจากหน้าตาอย่างเดียว

วัสดุที่ดูนุ่มหรือมีรูไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลเหมือนกันทุกประเภท หากเสียงเป็นปัจจัยสำคัญของโครงการ ควรขอข้อมูล Technical Data จากผู้ผลิตและเลือกผลิตภัณฑ์ตามวัตถุประสงค์จริง

รายละเอียดผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจระบุค่าการดูดซับเสียงหรือผลการทดสอบ ซึ่งควรใช้ประกอบการตัดสินใจร่วมกับตำแหน่งติดตั้ง ปริมาณวัสดุ และสภาพพื้นที่

19. Shop Drawing ต้องประสานงาน Acoustic กับบิวท์อินและระบบ

ผนัง Acoustic อาจมีปลั๊ก จอประชุม ตู้เก็บของ หรือไฟซ่อนอยู่ร่วมกัน หากไม่ได้ประสานก่อนผลิต อาจเกิดกรณีที่แผ่นถูกตัดจำนวนมาก โครงตู้ปิดพื้นที่สำคัญ หรืออุปกรณ์ระบบไปชน Detail ที่ออกแบบไว้

ก่อนอนุมัติแบบควรตรวจ

  • ตำแหน่งตู้และผนังกรุ
  • ชนิดวัสดุ Acoustic และพื้นที่ติดตั้ง
  • ตำแหน่งปลั๊กและสวิตช์
  • จอประชุมและอุปกรณ์ AV
  • ประตูและวงกบ
  • ฝ้า ไฟ และระบบปรับอากาศ
  • Sprinkler และอุปกรณ์ Fire Safety
  • รอยต่อระหว่างวัสดุแต่ละชนิด

สำหรับโครงการที่ใช้ บริษัทตกแต่งภายในออฟฟิศ ดูแลงานแบบครบวงจร การตรวจรายละเอียดเหล่านี้ก่อนผลิตช่วยให้แนวคิดด้านเสียงไม่ถูกแยกออกจากงาน Interior และงานระบบหน้างาน

20. เช็กลิสต์ก่อนออกแบบออฟฟิศให้สบายเรื่องเสียง

  1. ระบุพื้นที่ที่สร้างเสียงและพื้นที่ที่ต้องการความเงียบ
  2. แยกกิจกรรมที่ไม่ควรอยู่ติดกัน
  3. ใช้ Storage หรือพื้นที่บริการเป็น Buffer เมื่อเหมาะสม
  4. ตรวจสัดส่วนกระจก ผนังแข็ง พื้น และฝ้า
  5. เพิ่มวัสดุช่วยควบคุมเสียงในตำแหน่งที่มีเหตุผล
  6. แยกโจทย์เสียงก้องออกจากโจทย์เสียงรั่ว
  7. ดู Technical Data ของวัสดุที่ใช้
  8. ประสานผนัง Acoustic กับปลั๊ก AV และงานระบบ
  9. ตรวจ Phone Booth ทั้งเสียงและการระบายอากาศ
  10. ประเมินพื้นที่จริงหลังติดตั้งและเริ่มใช้งาน

สามารถดูตัวอย่างการจัดพื้นที่และงานบิวท์อินในโครงการจริงได้จาก ผลงานของ APN Corporation Interior และศึกษาภาพรวม บริการออกแบบและตกแต่งภายใน เพิ่มเติมได้

การเลือกวัสดุควรอ้างอิงข้อมูลอะไร

หากต้องการควบคุมเสียงอย่างจริงจัง ควรตรวจข้อมูล Technical Data และผลทดสอบจากผู้ผลิตของวัสดุแต่ละประเภท รวมถึงประสานรายละเอียดกับข้อกำหนดด้านอาคารและระบบที่เกี่ยวข้อง สามารถศึกษาข้อมูลวิชาชีพด้านงานออกแบบภายในเพิ่มเติมได้จาก สมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย

สำหรับข้อมูลด้านวิศวกรรมอาคารและมาตรฐานทางวิชาชีพ สามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สรุป: ออฟฟิศเสียงสบายเริ่มจาก Layout ก่อนเลือกแผ่นซับเสียง

การควบคุมเสียงในออฟฟิศไม่ควรเริ่มจากการเพิ่มวัสดุ Acoustic ให้มากที่สุด แต่ควรเริ่มจากการวางกิจกรรมให้เหมาะ แยกพื้นที่เสียงดังออกจากพื้นที่ที่ต้องการสมาธิ ใช้ Storage และบิวท์อินเป็นองค์ประกอบแบ่งโซน และเลือกพื้นผิวให้เกิดสมดุล หากกำลังทำงานร่วมกับ บริษัทตกแต่งภายในออฟฟิศ ควรนำเรื่องเสียงเข้ามาพิจารณาตั้งแต่ Layout, Material Selection และ Shop Drawing เพื่อให้งานสวยและใช้งานสบายไปพร้อมกัน

APN Corporation Interior ให้บริการออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศ งานบิวท์อิน แบบ 3 มิติ และดูแลงานแบบครบวงจร สามารถปรึกษาแนวทางออกแบบหรือขอใบเสนอราคาได้ที่ https://www.apnth.com หรือโทร 081-171-8084

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ออฟฟิศเสียงก้องต้องติดแผ่น Acoustic ทุกผนังหรือไม่

ไม่จำเป็น ควรหาสาเหตุก่อนว่าเกิดจากพื้นผิวใดและพื้นที่ใดเป็นหลัก จากนั้นเลือกตำแหน่งและปริมาณวัสดุให้เหมาะสมกับปัญหาจริง

ตู้บิวท์อินช่วยกันเสียงได้หรือไม่

ตู้สามารถช่วยแบ่งพื้นที่และเป็น Buffer ได้บางส่วน แต่ตู้ทั่วไปไม่ควรถูกถือว่าเป็นผนังกันเสียงโดยอัตโนมัติ ประสิทธิภาพขึ้นกับโครงสร้าง ความสูง รอยต่อ และวัสดุประกอบ

ผนัง Acoustic ช่วยไม่ให้เสียงออกจากห้องประชุมหรือไม่

วัสดุซับเสียงภายในช่วยควบคุมเสียงสะท้อน แต่ปัญหาเสียงส่งผ่านออกจากห้องต้องพิจารณาผนัง ประตู ฝ้า รอยต่อ และระบบอื่นร่วมด้วย

Open Office ควรแยก Quiet Zone อย่างไร

ควรวาง Quiet Zone ให้ห่างจาก Pantry, Collaboration Area, Print Station และทางเดินหลัก และสามารถใช้ Storage หรือพื้นที่บริการเป็น Buffer ระหว่างโซนได้

กระจกเยอะทำให้ออฟฟิศเสียงก้องขึ้นหรือไม่

กระจกเป็นพื้นผิวสะท้อนเสียง จึงควรพิจารณาร่วมกับวัสดุอื่นทั้งพื้น ฝ้า ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ และผนัง เพื่อไม่ให้พื้นที่มีพื้นผิวแข็งมากเกินไป

ควรคุยเรื่อง Acoustic กับบริษัทตกแต่งภายในออฟฟิศตอนไหน

ควรคุยตั้งแต่เริ่มวาง Layout เพราะตำแหน่งห้องประชุม Workstation Pantry และพื้นที่ Collaboration มีผลต่อเสียงมาก การแก้หลังผนังและบิวท์อินผลิตแล้วมักมีข้อจำกัดมากกว่า

Related services

บริการที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

Start a project

อยากคุยเรื่องพื้นที่ของคุณต่อไหม

เล่าให้ทีมออกแบบฟังว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ เราจะช่วยประเมินแนวทางและงบเบื้องต้นให้ก่อน ฟรี